หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย
ประธานสงฆ์วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี

เรื่อง : ผู้มีบุญ ผู้มีความสุข

            ถ้าจะพูดถึงเรื่องลักษณะของบุญ พวกเราก็พอที่จะมองเห็นได้ ว่าบุญนี่น่ะคือความสุข เพราะพระพุทธเจ้าทานสอนบอกว่า คำที่ว่าบุญ ๆ นี่หมายถึงความอิ่มใส หมายถึงความสบายใจ หมายถึงความสุข บางคนก็ว่าถ้าอย่างงั้นคนที่ไประดมเขาได้ เขาสบายใจเขามีความสุขอันนั้นก็บุญกระมัง ถ้าเรามองกันโดยผิวเผินการขโมยคนอื่นมา การช่อโกงคนอื่นมานี่ ไม่ใช่ว่ามันสบายใจ ไม่สบายใจหรอก มันเป็นทุกข์ในใจ จิตใจมันเศร้าหมอง ขุ่นมัว เพราะฉะนั้น เรื่องการระดมคนอื่นมาช่อโกงคนอื่นมา ไม่มีความสุแน่ เพราะฉะนั้นถึงว่าบุญนี่ก็คือความสุขคำที่ว่าความสุขในที่นี้ หมายความสุขที่เกิดขึ้นมาจากความสงบ คำที่ว่าความสุขที่เกิดขึ้นมาจากความสงบ อย่างที่พวกเราเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว ก็ย่อมมีความสงบ ทำไมถึงเรียกว่าความสงบก็หมายถึงว่าความสงบภายในจิตใจ ผู้ใดกระทำความทุจริตเอาไว้ ผู้นั้นหากในเมื่อนึกถึงความทุจริตของตัวเองแล้ว จิตใจวุ่นวาย เมื่อจิตใจวุ่นวายแล้วเราก็ เรียกว่าไม่สงบ เมื่อไม่มีความสงบแล้วก็แสดงให้เห็นว่ามีความทุกข์ในใจแน่ นี่เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ใดมีความสุขผู้ใดมีความสุขจริตในตัว หากในเมื่อนึกถึงความประพฤติของตัวเองแล้ว รู้สึกมันสบายใจ เพราะมันสงบ อันนั้นเป็นลักษณะของความสุขหรือบุญ ทีนี้ถ้าจะพูดถึงเรื่องบุญ ในเมื่อผู้ประกอบแล้วอำนวยผลคือความปกติของใจให้แก่เจ้าของผู้กระทำหรือทำให้ใจสบาย อย่างที่ว่ามานี้เพียงแค่นี้ก็หาใช่ไม่ ยังยืดยาวไปอีกมาก เช่น ดุจในอย่างคุณนายปุไร และคุณนายปรารภเมื่อกี้นี้ว่า การวัดถึงเรื่องบุญบาปก็ไม่ยากหรอก…ลูกของเราเอง ว่าลูกของเราว่านอนสอนง่ายแนะนำในทางที่ดีที่ชอบก็พอใจ ห้ามปรามในทางที่จะเป็นไปเพื่อผลเสีย บังเกิดขึ้นซึ่งโทษก็เชื่อ ไม่ล่วงเกินก็เรียกว่าเราเป็นผู้มีบุญ จึงได้ดวงวิญญาณที่มีบุญมาเกิดกับเรา แล้วก็เป็นผู้ว่านอนสอน่าย เป็นผู้รับความสงบ เป็นผู้รักในทางศาสนา พอใจที่จะทำความดีต่อทางพระศาสนาและเพื่อนมนุษย์ เช่น เพื่อนมนุษย์ที่ลำบากยากจนเจ็บไข้ได้ป่วย ก็รักษาพยาบาท หากในเมื่อต้องการอยากจะเรียกค่าย ก็เท่าที่ ๆ จะเอาได้ เมื่อพระภิกษุสงฆ์เจ้าสามเณรผู้เจริญพรต หากในเมื่อมีความสามารถพอที่จะช่วยเหลือได้ ก็จัดถวายท่านเท่าที่ ๆ พอจะทำได้ ผู้ที่มี่ความรู้สึกน้อมเอียงไปอย่างนี้ ก็เรียกผู้มีเชื้อบุญติดตัวมา เพราะฉะนั้น ผู้อย่างนี้มาเกิดด้วยก็เป็นสิ่งที่น่าปลื้มใจ ว่าเราเป็นผู้มีบุญ เป็นสิ่งที่พอที่ ๆ จะวัดได้ง่าย ๆ ว่าเราเป็นผู้มีบุญอยู่แล้ว จึงได้ลูกเช่นนี้มาเกิด หรือถ้าจะมามองหรืออีกแง่หนึ่งผู้ที่เกิดในตระกุลที่ดี การดำเนินวิถีชีวิตก้าวเข้าไปสู่ความเจริญเห็นปานอย่างนี้ อย่างที่ว่ากันเมื้อกี้นี้แหละ หรืออย่างคุณนายทั้ง ๒ นี้ ก็เป็นมาได้เพราะบุญทั้งนั้น ไม่ใช่เราจะแต่งเอาได้ ไม่ใช่การดำเนินของเราเป็นไปด้วยสติปัญญาโดยอย่างเดียว ต้องอาศัยสิ่งอุดหนุน คือ บุญกุศลที่สร้างมาแล้วตั้งแต่ชาติก่อน บุญคุณเก่าที่เราสร้างสมอบรมมานั่นแหละจะนำพาเราก้าวไปสู่ความเจริญได้ หากในเมื่อเราเห็นความดีอันนี้ประจักษ์อย่างนี้แล้วก็ไม่น่าจะประมาท คือ พยายามทำความดีอันนี้นะเพิ่มเติมขึ้นให้มาก เอายกรูปเปรียบง่าย ๆ คล้ายกันกับว่าชาวนาเมื่อฟ้าฝนอำนวยตามฤดูกาลปีนี้นะดีสมบูรณ์ดี เมื่อได้ข้าวไปไว้ในยุ้งแล้ว ไม่ควรนิ่งนอนใจ ถ้าผู้ใดนิ่งนอนเห็นว่ามีข้าวอยู่ในยุ้งไม่ต้องทำอีกต่อไปแล้ว หากในเมื่อข้าวในยุ้งหมดล่ะ เราจะไปที่ไหนมารับประทาน ก็เป็นอันว่าทอดลำบาก เมื่อผู้ใดเห็นว่าเรามีข้าวอยู่ในยุ้ง ข้าวย่อมจะอำนวยความสะดวกในการประกอบอาชีพของเราต่อไป ก็รีบเร่งขวนขวายทำ เท่าที่เราจะทำได้ เพิ่มเติมให้มากขึ้น ปีต่อ ๆ ไปก็ไม่อด แม้ใด ผู้ที่มีบุญวาสนาส่งแล้วก็ยกรูปเปรีบคล้ยกันกับว่าผุ้ที่มีข้าวอยู่ในยุ้ง ย่อมจะอำนวยความสะดวกในการแสวงหาประโยชน์ต่อไป เพราะฉะนั้น เช่นดุจในผู้ที่มีความเป็นอยู่พอสมควร เห็นปานอย่างพวกเรานี้ ก็พอที่จะประกอบขวนขวายเอาความดี ให้ได้มากขึ้นเท่าที่จะทำได้ อันนี้เป็นสิ่งที่ดีแท้ ถ้าผู้ใดเห็นว่าบุญทุนเก่าที่เราสร้างสมอบรมมาตั้งแต่ ปุเรตชาติ มาช่วยอำนวยให้พวกเราถึงพร้อมด้วยความปรารถนาหลายอย่าง เช่น ดุจในพวกเรามองเห็นในตัวของตัวเอง แต่แล้วตัวเองประมาทไม่รีบทำความดีต่อ มัวแต่เสวยผลของเก่กาเทียบเท่ากับชาวนา ผู้มีข้าวในยุ้งแล้ว ไม่ทำต่อในวันข้างหน้าย่อมอด ฉันใด ผู้มีบุญทุนเก่าช่วยอุดหนุนให้ดีแล้ว ไม่รีบสร้างเอาความดีนั้นต่อไปในชาติเบื้องหน้าจะลำบาก เพราะฉะนั้น บุญทุนเก่าที่ช่วยให้เราสะดวกในการกระทำความดีได้เห็นปานนี้ เราควรจะกระทำความดีอย่าประมาท คือ เมื่อเราพอที่จะมีโอกาสให้ทานได้ เราก็ต้องทำ หากในเมื่อเรามีเวลาพอที่จะรักษาศีลได้เราก็รีบพยายาม เช่น ศีล ๕ ก็ดี ศีล ๘ ก็ดี พยายามกระทำ ให้เกิดให้มีขึ้น เรพาะว่าผุ้ใดมีศีลอยู่ในตัวผุ้ใดมีศีลอยู่ในตัวก็เท่ากันกับศีลนี้เป็นเครื่องห้ามบาป เพราะเมื่อผู้ใดล่วงเกินในทางศีลก็เท่ากับว่า สะสมบาปหรือกระทำบาป ยกรูปเปรียบเอาง่าย ๆ ว่าผู้ที่ประพฤติล่วงเกินในทางศีล เทียบเท่ากับผู้กลืนยาพิษ นี่พูดกันง่าย ๆ ก็คืออย่างนี้ คือ ว่าพอที่จะสันนิษฐานได้อย่างง่าย ๆ ว่า ผู้ที่ล่วงเกินในทางศีลเหมือนกลืนยาพิษคือยังไงเอาอย่างง่าย ๆ เช่น ยาที่หมยาพิษที่เาสร้างขึค้นมาสำหรับที่จะมาเบื่อคนให้ตายหรือสัตว์ให้ตาย มีหลายประเภท เช่น อาจจะตายปัจจุบันทันด่วนก็ได้ อาจจะเป็นประเภทที่เขาเรียกว่ายาสั่งก็ได้ มีอยู่ ๒ นัยด้วยกัน ยาสั่งก็เช่นดุจในที่เรียกว่า รับเข้าไปแล้วหากในเมื่อเขาสั่งกับอะไร ผู้นั้นไปบริโภคของนั้น ตาย หรือไม่อย่างนั้น ก็อยู่อย่างนั้นเรื่อย ๆ ไป หรือบางทีอาจจะมีท่าทีของร่างกายเปลี่ยนแปลงผิดปกติ ก็อาจจะพอที่จะมองเห็นได้ แต่หากในเมื่อไม่รู้ว่าเหตุอันนี้เกิดมาจากอะไร วินิจฉัยไม่ตกถึงที่สุดแล้วก็จะต้องเสียชีวิตเพราะอันนี้ฉันใด ก็ดีล่วงเกินในศีลก็เหมือนกับฉันนั้น เช่น ผู้ฝ่ายวันในทางศีล ในทางปาณาติบาท หมายถึงการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จนกระทั่งมาถึงมนุษย์เราด้วย ผู้กระทำอย่างนี้อาจจะรับปัจจุบันก็มี ได้รับโทษปัจจุบันก็มี เช่น พวกเราก็เคยพอได้ทราบว่าตุลาการเจ้าหน้าที่เขามาจับ ผู้ที่ประหารชีวิตมนุษย์ด้วยกัน เข้าคุกเข้าตะรางก็มีอันนี้ก็เทียบเท่ากับยาพิษที่กลืนเข้าไปแล้วที่ให้โทษปัจจุบัน แต่เมื่อผู้ใดกระทำแล้วเจ้าหน้าจับไม่ได้และต่อไปในวันข้างหน้าล่ะ ก็ไม่สู้จะแน่นักว่าความเดือดร้อนของตัวจะได้แค่ไหน อาจจะยืดยาวไป อันนี้ก็ยกรูปเปรียบคล้ายกันกับว่าผู้ที่กลืนยาสั่งเข้าไปแต่เมื่อยังไม่เจอของสั่ง ก็ยังมีชีวิตสืบไป ไปเจอของสั่งเมื่อใดก็เมื่อนั้น ก็เหมือนกัน หรือจะถึงในเรื่องอทินนาทานก็เหมือนกัน หากในเมื่อขโมยของเขาลงไปแล้วเมื่อเจ้าหน้าที่รู้เท่าทัน ก็อาจจะได้รับโทษปัจจุบันหากในเมื่อเจ้าหน้าที่เขาไม่รู้เข้า หากในเมื่อตัวเองไม่มีชีวิตแล้ว เอาเถิดกรรมอันนี้รับรองว่าจะต้องติดตาม             จนกระทั่งกาเมสุมิจฉาจารก็เช่นกัน มุสาวาทก็เช่นกัน หรือสุราเมรัยก็เหมือนกัน ทั้ง ๕ ประการนี้ อาจจะให้โทในปัจจุบันก็ได้ อาจจะให้โทษในเมื่อเราจบแก้ได้ อันนี้มันเป็นสิ่งทีแน่นอนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นหากในเมื่อผู้ใดมีศีลก็เท่ากันกับว่าผู้นั้นมีรั้วกันบาป ไม่ให้บาปนี่เขามาถึงเราได้ ถ้าผู้ใดขาดจากศีล ไม่มีศีล ก็เท่ากันกับว่า ผู้นั้นไม่มีสิ่งป้องกันเลย มันเป็นอย่างนี้ ทีนี้เพียงแค่มีศีลอย่างเดียว ถือว่าเป็นการป้องกันบาปเท่านั้นก็หาใช่ไม่ ตามธรรมดาบัณฑิตผู้มีปัญญาแล้ว ไม่เพียงพอแค่นั้น คือเว้นจากความชั่ว แล้วต้องย่อมประพฤติความดี การประพฤติความดีนั้นก็อย่างที่พรรณนาสู่ฟังในเบื้องต้น คือ การให้ทานบริจาค เท่าที่เราจะทำได้ อาจจะให้วัตถุสิ่งของแก่คนอื่นก็ดี หรืออาจะช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความทุกข์ความเดือดร้อน อย่างที่คุณนายปรารภนั่นก็ดี การกระทำอย่างนี้ก็เรียกว่าการกระทำความดีหรือการกระทำบุญเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เมือเราเว้นจากความชั่วแล้ว ก็ต้องประพฤติความดีหากการดำเนินทางสมาธิจิตนี่เป็นอุบายที่จะนำพาจิตของเราให้เข้าไปสู่อารมณ์อันดี เพราะตามธรรมดาจิตของคนเรานี่ มันย่อมจะวอกแวกไปตามอารมณ์ หรือไวต่ออารมณ์ ยกรูปเปรียบคล้ายกันกับลิง มันอยู่ปกติไม่ได้ กระโดด กิ่งไม้ กิ่งโน่น กิ่งนี่ หยิบอันโน้น จับอันนี้ เกาตรงนั้น หยุก ๆ หยิก ๆ ฉันใด จิตของเราก็เหมือนกัน ฉันนั้นวอกแวกต่ออารมณ์อันเป็นอารมณ์ที่ผ่านมาแล้วตั้งแต่อดีตก็ดี หรือปัจจุบันเหตุที่แสดงอยู่ปัจจุบันก็ดี มันย่อมจะหวั่นไหวตามเหตุการณ์อันนี้อยู่ตลอดกาลของมันหากในเมื่อเราไม่มีกำลังส่วนใดประคองแล้ว หากปลดบ่อยให้เป็นไปโดยธรรมชาติแล้ว มันอาจจะไปไม่รู้เรื่องรู้ราว เช่น ไปต่ออารมณ์ชั่วตามเหตุการณ์ ไปต่ออารมณ์ที่ดีตามเหตุการณ์แล้วแต่เหตุการณ์จะนำพาร้องให้ไปตามเหตุการณ์ อาจะครุ่นคิดไปต่าง ๆ นา ๆ เท่าที่เหตุการณ์จะนำพา อุบายวิธีที่พระพุทธเจ้าสอนนี้ไม่เป็นไปอย่างนั้นโดยธรรมชาติธรรมดา พระองค์สอนให้สร้างกำลังส่วนตัวนำพา ให้จิตของเราเป็นไปตามอำนาจของตัวนำพา ท่านเรียกว่า อริยมัคคุเทสก์ ตัวที่จะนำพาผู้ที่เป็นเจ้ายองสร้างขึ้น ให้ก้าวเข้าไปสู่ความเป็นอริยบุคคล ท่านจึงสอนให้สร้าง คือ สติ สัมปชัญญะ หรือปัญญา เช่น ดุจในที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ให้กำหนดลมหายใจเข้าออกก็ดี หรือมีบริกรรมภาวนาก็ดี พุทโธ ๆ ๆ ให้จิตของเราปกติอยู่ เป็นอุบายวิธีที่พระพุทธเจ้าสอนให้สร้างสติและปัญญา ซึ่งเราพอที่จะสังเกตได้ว่า เมื่อเราสามารถกำหนดให้อยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง เราตั้งไว้ว่าเราจะเกาะในจุดนี้ และมีบริกรรมภาวนา คือ พุทโธ เราว่าของเราอยู่ตลอดได้ จิตไม่วอกแวกไปต่ออารมณ์ได้อันนี้เราก็พอที่จะเห็นได้ชัดว่า สติ หรือ สัมปชัญญะ ที่เรามุ่งที่จะสร้างขึ้นมานี่พอกับความต้องการ จึงสามารถบังคับให้ความรู้สึกหรือคำบริกรรมนี้ ให้รับรู้แอยู่ในจุดหรือคำบริกรรมนี้อยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่อย่างนั้น ไม่มีโอกาสที่จะเอาไว้ เพราะจิตวอกแวก ๆ ไวต่ออารมณ์อยู่ตลอดเวลา ถ้าผู้ใดสามารถบังคับให้ความรู้สึกใรับรู้อยุ่ในจุดนั้นได้เต็มที่แอยู่ตลอดเวลาแล้ว แสดงให้เห็นว่าอำนาจตัวนำพาที่จะเป็นไปเพื่ออริยบุคคลนี่สูงแล้ว พอกับความต้องการแล้วก็เอากำลังส่วนนี้คอยมายับยั้งจิตของเราอยู่เสมอว่า หากในเมื่อเหตุการณ์อะไร เกิดขึ้นจะชวนให้ความรู้สึกตกไปอยู่ตามอำนาจของมัน เชื่อ รักชัง เกลียด โกรธ อะไรเหล่านี้ ต้องการไม่ต้องการ เราก็เอากำลังส่วนนี้ยับยั้งก่อน ยังตั้งประคองไว้ พิจารณาถึงเหตุผลว่า เหตุการณ์นี่ชวนให้เราเกลียดเราโกรธ หากในเมื่อเราเกลียดเราโกรธ มันจะเป็นไปเพื่อผลเสียหรือประกอบด้วยโทษอย่างไรบ้าง เราต้องประคองแล้วก็เอามาวิจารณ์เสียก่อนเมื่อมาวิจารณ์แล้วเราจะทำอย่างไร จึงจะไม่เป็นไปเพื่อโทษ จึงจะไม่เป็นไปเพื่อความเศร้าหมอง เราก็ต้องใช้บทวิจารณ์ เสร็จแล้วเราก็ต้องประคองเข้าหาจุด ที่เป็นไปเพื่อคุณคือประกอบด้วยคุณ ต้องทำให้ได้ ทีนี้เอเราดำเนินอยู่อย่างนี้ของเราเสมอ ๆ ในเมื่อเขาชมเราก็ดี เห็นสิ่งที่ควรต้องการก็ดี เราก็ต้องหาอุบายวิธีนี่ประคองไว้ อย่างนี้เสมอไป ทั้งสิ่งที่น่ารักทั้งสิ่งที่น่าชัง หากในเมื่อเราประคองให้อยู่ในอำนาจของตัวนี้ได้ลแวต่อไปเราก็ค่อยประครองเข้าหาทางที่ดีเสมอว่า วันนี้เราทำความดีอะไรบ้าง และความชั่วที่มันลุอำนาจเราไปได้มีกี่อย่าง เราก็หาช่องทางทำให้ดีขึ้น ๆ แล้วก็พยามยามหาทางกำหนดแต่ในทางที่ดี ว่าเราทำบุญกุศลไว้กี่อันกี่อย่างว่าเราทำอะไรไว้บ้างอย่างนี้ ให้พยายามกำหนดเรื่อย ไป ในอุบายอันนี้นะ โดยพระพุทธเจ้าแล้วก็มีความหมายอยู่ว่า หากในเมื่อเราจะตาย เราก็จะได้กำหนดในอารมณ์ที่ดีเช่น เราให้ท่านการบริจาคก็ดี เราได้รักษาศีลก็ดี เราได้เจริญเมตตาภวนาก็ดี เอ้อ..เราก็จะได้กำหนดใส่ หากในเมื่อเรากำหนดให้จิตของเราตกเข้าไปอยู่ในกระแสของความดีแล้ว มันจะเป็นกรรมนิมนต์ที่ดีเกิดขึ้นมา คล้าย ๆ กับว่าเราฝันอย่างนั้นแหละเราได้ใส่บาตรเราได้รักษาศีล หรือกำลังสะดับตรับฟังพระสัทธรรมเทศนาอยู่อะไรเหล่านี้ อารมณ์อันนี้มันอาจจะได้มั่นอย่างนี้แล้ว มันจะมีกรรมนิมิตปรากฎ เมื่อมีกรรมนิมิตที่ดีปรากฎในทางคดีอย่างนี้ มันจะเป็นบคติมิมิตที่ดีปรากฎขึ้นมาเช่น เห็นเครื่องทรงของเทพเจ้าเห็นปราสาท เห็นดอกไม้เห็นพระพุทธรูป เหล่านี้เป็นนิมิต แล้วผู้นั่นย่อมจุติเคลื่อนไปสู่ภพที่ดีได้ นี่เป็นอุบายวิธีที่พระพุทธเจ้าสอนให้ภาวนา ซึ่งสร้าง อริยมัคคัคุเทศก์นำพา เราก้าวเข้าไปสู่ความเป็นอริยบุคคล ถ้าเราไม่มีทางพอที่จะเป็นอริยบุคคลได้ เราก็มีช่องทางที่จะนำพาจิตใจหรือความรู้สึกของเราให้น้อมนึกอยู่ในทางที่ดีได้ ให้อยู่ในอำนาจของตัวบังคับอยู่ตลอดเวลา หากในเมื่อถึงที่สุดแห่งชีวิตของเราแล้ว เราจะได้เอากำลังส่วนนี้ นำพาให้จิตของเรานี้จ้องอยู่ในอารมณ์ที่ดีอยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อเราบังคับหรือกำหนดให้อยู่ในอารมณ์ที่ดีได้ มันก็เป็นไปอย่างที่ว่า ถ้าผู้ใดไม่มีอำนาจส่วนนี้ประคองให้อยู่ในจุดที่ดีได้ เขว.ไปนึกถึงแต่ในทางที่ไม่ดี ก็เป็นไปเพื่อความเศร้าหมอง หากเป็นไปเพื่อความเศร้าหมองมันเกิดกรรมนิมิตที่ไม่ดีขึ้นมา เช่น เห็นหอก เห็นดาบ เห็นการฆ่าฟันรันแทงกัน เห็นสิ่งที่เราทำไม่ดีไว้ กลับมาลงโทษเราให้ได้รับความเดือดร้อน มันเป็นกรรมนิมิตที่ไม่ดีอย่างนี้ หากในเมื่อได้กรรมนิมิตที่ไม่ดีคติมันก็ไม่ดี มันเป็นอย่างนั้นเพราะเหตุใดในอุบายวิธีที่พระพุทธเจ้าสอนนี้ ได้ประโยชน์ถึงสองขั้น ขั้นต่ำก็เป็นอุบายที่จะประคองให้จิตของเราให้คิดอยู่ในอารมณ์ที่ดีได้ ให้คุ้นต่ำในในทางที่ดี ให้คิดแต่ในทางที่ดี บังคับประคองเอาไว้ เป็นไปเพื่อจุดที่ดี หากในเมื่อ เขว.หัน.ไปในทางที่ผิด เราจะได้พยายามเอากำลังส่วนนี้เข้าประคอง ห้ามปราม อะไร เหล่านี้ อยู่เสมอ เมื่อหากผู้ใดกระทำได้อย่างนี้ ชั้นต่ำ ก็ย่อมที่จะประคองให้จิตของเราเคลื่อนขึ้นไปสู่คติภพคือสวรรค์ได้เมื่อผุ้ใดสามารถสร้างให้ดียิ่งขึ้น ก็สามารถที่จะตัดหรือสมารถ ทำสบายได้ซึ่งอาสวะตัณหากิเลสบางสิ่งบางส่วน หรืออาจจะตัดทำลายได้หมด ถ้าผู้ใดตัดได้น้อย สมควรพอที่จะเป็นอริยบุคคลชั้นต้นได้ ก็ได้ความว่าเป็นโสภาบันบุคคลท่านก็สมมุติว่าอย่างนั้น จนกระทั่งถึงอริยบุคคลชั้นสูง ตามอันดับหรือตามความสามารถที่เราจะกำจัดสิ่งที่เรียกว่ากิเลสได้ นี่มีอย่างนั้น จนกระทั่งถึงอริยบุคคลชั้นสูง ตามอันดับหรือตามความสามารถที่เราจะกำจัดสิ่งทีเรียกว่ากิเลสได้ นี่มีอย่างนั้น เพราะฉะนั้น จึงได้ความว่ากำลังตัวธรรมนี่คือตัวเป็นกำลัง อริยมัคคุเทศก์ คือนำเราผู้กระทำให้ก้าวเข้าไปสู่ความเป็นอริยบุคค นี่เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น
            นี่แหละอธิบายสู่ฟัง ในหลักการทำความดีเพื่อเป็นการต่อเติมความดี โดยผู้ที่ไม่ประมาทอย่างที่อธิบายเล่าสู่ฟังมานี้ ก็พอที่พวกเราผู้มุ่งหวังความดีหวังหน้ามา เพื่อประพฤติปฏิบัติ พอที่จะเข้าใจได้พอสมควรแล้วให้น้อมนำไปพิจารณาดูว่า ในอุบายที่แนะนำนี้ หากในเมื่อเราดำเนินตามแล้วจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์อย่างไรบ้าง เมื่อพวกเราผู้ฟังทั้งหลายได้ฟังและพิจารณาแล้ว เห็นว่าจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์อันดีงาม ก็ขอให้พวกเรานี่จะได้น้อมนำไปเพื่อประพฤติตามแล้วพวกเราก็จะได้เจริญงอกงามไพบูลย์ต่อไป ในที่สุดยุติลงแห่งการแสดงพระธรรมเทศนานี้ อาตมาภาพ ขออัญเชิญ คณะพระศรีรัตนไตรทั้งสาม .ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอานุภาพเหนือสิ่งที่มีอานุภาพทั้งหลาย จงมาช่วยคุ้มครองให้บรรดาพวกท่านทั้งหลายผู้ที่จะอำลาจากวัดนี้ไปอยู่บ้าน จงมีความปาลอดภัยจนกระทั่งถึงบ้าน และบรรดาผู้ที่อยู่ทางบ้าน ก็ขอให้มีความสุขความเจริญในเมื่อไปเจอกันแล้ว ก็ขอให้ไปเจอกันอย่างที่เรียกว่า เอิ่มอิ่ม แล้วก็ปลื้มปีติ อย่าให้มีสิ่งใดที่ทำให้พวกท่านทั้งหลายใจตก ขอให้พวกท่านทั้งหลายจงมีปีติเห็นสิ่งที่เป็นมงคล เห็นสิ่งที่จะทำให้สะบายใจ และสิ่งทั้งหลายที่อาตมาอธิฐานและอ้างอิงมานี้ ขอจงสำเร็จ ๆ ๆ ในพวกท่านทั้งหลาย จงทุกถ้วนหน้ากัน เทอญฯ

 

หน้าแรกธรรมะ
กระดานข่าว
ลงสมุดเยี่ยม
อ่านสมุดเยี่ยม
ผู้เขียน

เชื่อมโยงกัลยานิมิตร >>
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว / สมเด็จพระมหาสมณเจ้า / พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร / พุทธประวัติ, พุทธโอวาท / ธรรมะพุทธองค์ / พุทธศิลป์ โดย อ.เฉลิมชัย / ธรรมะจากพระป่า / กองทัพธรรมพระกัมมัฏฐาน / ประวัติหลวงปู่มั่น / หลวงตามหาบัวช่วยชาติ / จังหวัดจันทบุรี / อำเภอนายายอาม / รอยยิ้มของพ่อ

เหมาะสำหรับจอภาพที่แสดงผลที่ 800 x 600 และเพื่อความสวยงามยิ่งขึ้นหากแสดงผลที่ 1024 x 768 (Microsoft Internet Explorer)
วัดเขาสุกิม
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2543

พัฒนาและออกแบบโดย นายทวีศักดิ์ รัตนคม    
ติดต่อสอบถามได้ที่ webmaster@khaosukim.org   
และทาง msn ได้ที่ hs2wjo@hotmail.com