หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย
ประธานสงฆ์วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี

กุฏิหลวงปู่มั่น
เรื่อง : ภพชาติของจิตหรือสายใยของโลก
            อย่างพระพุทธเจ้าสอนถึงความขี้เกียจขี้คร้าน เล่าถึงเรื่องผู้ประพฤติปฏิบัติ ท่านบอกว่าความขี้เกียจขี้คร้านมันหน้าตาของกิเลส ท่านบอกว่าพอได้อาหารบิณฑบาตมาดีแล้ว อาหารเราก็ได้ดีแล้ว ข้าวปลาอาหารเราก็ได้ดีแล้ว ของเคี้ยวของฉันเราก็มีดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องกระตือรือล้นอะไรเลย เราผู้มีลาภสักการะ เอาหละฉันอิ่มแล้วนอนเสียก่อน นั่น.กิเลสมันว่าอย่างนั้นนะ ท่านบอกว่ามี่เป็นหน้าตาของกิเลสมันชวน พอฉันข้าวอิ่มมันก็หาช่องแล้ว มาชวน นอนเสียก่อนเถอะ เรียงเม็ดข้าวก่อนเถอะ อย่าเพิ่งไปเดินเลย อย่าเพิ่งไปนั่งสมาธิเลย มันอืดอาด นั่งก็ไม่ได้เรื่องหรอก สัปหงก สลึม.สลือ นอนเสียหน่อยเถอะ นอนก็อืดอาด ล่ะซิ กินอิ่มแล้วนี่ จนกว่าจะลุกขึ้นมาได้ ผ่า..เข้าไปบ่ายสองบ่ายสามแล้ว แหม..เวลาเหลือนิดเดียวกระเสือกกระสนเลยไม่ทันกาลเสียแล้ว..หมด.. นี่ท่านก็บอกว่าความขี้เกียจ แต่ก็เป็นหน้าตาของกิเลส สำหรับพระพุทธเจ้าท่านสอนว่าบัณฑิตทั้งหลาย ไม่เป็นอย่างนั้น หรือผู้ที่เหนือกิเลสแล้ว ไม่ให้กิเลสเป็นครูบาอาจารย์แล้ว ไม่เป็นแบบนั้น เป็นอีกรูปหนึ่ง พอได้อาหารบิณฑบาตพอกับความต้องการแล้ว หรือฉันอิ่มแล้ว ชาวบ้านเขาให้กำลังแล้ว นึกถึงว่า โอโฮ. ญาติโยม แสวงหาสิ่งต่างๆ ที่มาทำบุญนี่ แหม. มันยากจริงๆ ก่อนที่จะได้มา เมื่อเขาได้มาแล้ว ที่จะทำลงไปได้ ไม่ใช่ว่าเก็บเอามาๆ เลยได้เมื่อไหร่ ต้องไปคัดเลือกอีกทีหนึ่ง สิ่งที่ไม่ดีจัดออกมา สิ่งที่ดีเก็บเข้ามา สิ่งที่ไม่ดีต้องสรรออก อะไรอย่างนี้ รู้สึกว่าต้องเลือกของดีมาทำบุญบริจาค เมื่อมาพิจารณาแล้ว เป็นสิ่งที่น่าปลื้มใจอย่างยิ่ง ที่เราได้รับสิ่งที่ญาติโยมให้เป็นกำลังแก่เรา ซึ่งเป็นของประณีตดีเหนือกว่าชาวบ้านที่บริโภคกันธรรมดา เมื่อเราได้กำลังดีแล้ว ดีแหละ เราจะได้ตั้งหน้าเดินจงกรมทำสมาธิจิต จะได้บากบั่นขวนขวายก้าวไปสู่ ที่สุดแห่งภพ หาอุบายวิธีทำลายภของจิตหรือยุทธวิธีกับกิเลสตัณหาทั้งหลายเหล่านี้ให้เอาชัยชนะได้ เช่น ดุจใจอย่างพระบิดา คือ พระเจ้าเป็นต้น พระองค์ดำเนินให้เป็นอย่างนี้ดีแล้ว เราเป็นผู้เจริญรอยตามยุคคลบาทของพระองค์ ควรที่จะดำเนินให้เป็นไปอย่างนี้ เพราะเราได้กำลังจากชาวบ้านส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เรามีกำลังแล้ว เราต้องเอากำลังอันนี้มาทุ่มเทให้เป็นไปตามเจตนาอย่างนี้ ซึ่งเป็นการเจริญรอยตามยุคคลบาทขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า และใช้ความคิดสอดขึ้นไปอีกว่า เมื่อเราได้ความดีสมปรารถนาแล้ว จะได้อุทิศผลความดีที่เรากระทำได้ แด่ ท่านผู้มีศรัทธา สนับสนุนให้เรามีกำลังดำเนินเข้าไปสู่ที่สุดแห่งภพได้ผลทั้งหลายเราจะได้อุทิศเป็นการสนองบุญคุณของท่านผู้มีบุญคุณต่อเรา และพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีบุญคุณอันยิ่งใหญ่ การดำเนินซึ่งเป็นหน้าที่เราจะต้องดำเนินตอบสนอง ตามเจตนาของพระบิดาเรานั้น ไม่มีอะไรอื่นไกล คือ ช่วยประกาศสัจธรรม ปฏิปทาการดำเนินเข้าไปสู่ที่สุดแห้งภพนี้ ให้แก่พุทธเวนัยสัตว์ที่ได้รับความทุกข์เนื่องจากสาเหตุใหญ่แห่งความทุกข์ คือ กิเลส ตัณหา พูดง่ายๆ ว่าภพชาติของจิต หรือ สายใยของโลก มันดึงดูดกับจิตให้หลงดื่มด่ำเข้าไปสู่ความเป็นอยู่ของโลก ว่าเป็นของดี เป็นไปเพื่อความเพลิดเพลิน เป็นไปเพื่อความสุข ไม่ได้มองเห็นความเป็นอยู่เต็มไปด้วยความเดือดรอน เต็มไปด้วยความทุกข์ ไม่ได้มองเห็น เพราะฉะนั้นองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า อยากจะได้หาอุบายวิธีสอนบรรดาท่านผู้มีเหตุแห่งความทุกข์ คือ สายใยของภพชาติกิเลสตัณหา นำพาให้ได้รับความทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด เช่น มีชาติเกิดขึ้นมาแล้วประสพกับความทุกข์ต่าง ๆ ผลที่สุดก็ตายอีก ตายแล้วเกิดมาใหม่ เผชิญต่อความทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด มองดูชาติเบื้องหน้าของพวกท่านทั้งหลายเหล่านั้น รู้สึกว่ายืดยาวเรียงกันไกลไม่มีที่สิ้นสุด องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า มีความสงสารพวกท่านทั้งหลายเหล่านั้นเหลือเกิน พระองค์จึงได้อุตส่าห์พยายามอบรมสอนให้พวกท่านทั้งหลายเหล่านั้น หันมาดำเนินในช่องทางที่จะทำลายเสียซึ่งภพชาติ ให้สั้นเข้ามาหรืออาจให้เป็นชาติปัจจุบันนี้แหละ แล้วก็ยุติไม่มีเกิดอีกแล้ว อันนี้เป็นเจตนาขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า หากเราผู้ได้รับบุญคุณจากองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ดำเนินตามนโยบายดังกล่าวเป็นไปเพื่อความต้องการ แล้วเราเอากำลังส่วนนี้มาดำเนินอย่างองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าดำเนิน เป็นไปตามพุทธประสงค์อย่างนี้ เรียกว่าสนองตามเจตนาขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า เราไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นชินบุตร ได้กราบพระบาทของพระองค์ เราใช้ความคิดสอดเข้าไปอย่างนี้ แล้วก็หาช่องทางดำเนินไม่ให้โอกาสแก่กิเลส ที่จะเข้ามาแย่งเอากำลังทั้งหลายให้ตกสู่ระบบของมันได้ เรียกว่าบัณฑิต ต่อไปอีกท่านก็บอกว่า ผู้ได้ซึ่งจีวรใหม่ก็นึกว่าไม่จำเป็นจะต้องขวนขวายแล้ว เพราะเราได้จีวรใหม่แล้ว เราจะต้องพักผ่อนหย่อนกายให้สบาย แล้วก็รักษาสมณบริขารไว้ใช้ต่อไป อันนี้เรียกว่าความขี้เกียจ อันนี้ก็เป็นหน้าตาของกิเลสเหมือนกัน แต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์อ้างถึงผู้หมั่นขัน คือ บัณฑิตทั้งหลาย หรือท่านผู้ที่จะเข้าไปสู่ที่สุดแห่งภพ ก็เช่นดุจในเดียวกัน เราได้จีวรมาใหม่แล้ว การที่เราจะขวนขวายในทางอื่น ซึ่งเพื่อแสวงหาจีวร มาเพื่อประโยชน์อาตมาภาพนั้นรู้สึกว่าหมดเขต หรือหมดเวลาที่เราจะเอาแล้ว โอกาส ณ ปัจจุบันเป็นโอกาสที่เราจะต้องทำความดี ตั้งหน้าบำเพ็ญให้เป็นไปในทางสมาธิจิตบุกบั่นดังกล่าว ในรูปของความคิดเห็นดังกล่าว อันนี้เรียกว่าบัณฑิต หรือผู้ต้องการที่จะก้าวไปสู่ที่สุดแห่งภพ พระพุทธเจ้าว่าอย่างนั้น จนกระทั่งภิกษุหรือท่านผู้บำเพ็ญทั้งหลาย มีความเจ็บป่วยนิดหน่อย ท่านก็บอกว่าเจ็บป่วยนิดหน่อย เพราะเป็นโอกาสของกิเลสที่จะฉวยโอกาสมาดึงความรู้สึกให้เข้าสู่ในระบบของมัน ให้เป็นไปตามเจตนาของมัน แล้วก็จะนำพาให้เป็นไปเพื่อภพเพื่อชาติ ภพชาติซึ่งจะต้องบังเกิดไม่มีที่สิ้นสุดดังกล่าวนั้น มันก็มาชวน ผู้ใดผู้มีกำลังปัญญาน้อย มีสติอ่อนแอ มีอริยมัคคุเทศก์ที่นำพาไม่เพียงพอกับความต้องการแล้ว ก็เป็นอันว่าหลงเป็นไปตามอำนาจของเขาทั้งหมด เขากระตุ้นเข้าสู่ระบบของเขาได้ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์บอกว่าผู้ที่เป็นอย่างนี้ ก็เนื่องจากอาศัยอำนาจฝ่ายต่ำ คือ กิเลส ตัณหา นำพา หน้าตาของมันชัด ๆ มันอ้างไปนานับประการว่า หากเมื่อเราไม่รีบรักษา ในเมื่อเรามีอาการป่วยนิดหน่อย เราไม่รีบพักผ่อน ไม่หายามาฉันเสีย ไม่หายามารับประทานเสีย ไม่รีบหาอาหารที่จะทำให้มีกำลังต่อต้าน ให้พอกับความต้องการแล้ว โรคภัยไข้เจ็บมันจะสูงขึ้น และเราจะไม่มีโอกาสได้บำเพ็ญ
            อันนี้เป็นหน้าตาหรือรูปของกิเลส หากผู้ใดตกอยู่ในอำนาจของมันแล้ว มันจะกระตุ้นเข้าสู่ระบบทันที ผลสุดท้ายก็ต้องวิ่งตามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก็เป็นไปเพื่อภพเพื่อชาติ เพราะเราเป็นผู้โง่อยู่ หลง เป็นไปตามมายาของกิเลสตัณหาทั้งหลาย ท่านบอกว่าผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลาย ไม่ได้เป็นไปตามอำนาจของฝ่ายต่ำที่นำพาเลยเป็นอันขาด คือ ท่านเห็นว่านี่มันเป็นไปเพื่อภพชาติ บัณฑิตทั้งหลายย่อมจะมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า ความเจ็บป่วยที่มีอยู่นี่น้อย เราต้องรีบขวนขวายทำความดีเสียเถอะ คือ สมาธิจิต หากในเมื่อโรคคือความเจ็บป่วยอันนี้แรงกล้าทวีคูณขึ้นแล้ว เราจะไม่มีโอกาสบำเพ็ญ หรือการบำเพ็ญของเราจะไม่ได้ดำเนินตามอริยาบถตามชอบใจได้ การเจ็บป่วยมันอาจจะกำลังของเราซึ่งกำลังที่มีอยู่นี้ ให้หมดไป แทนที่เราจะลุกเดินจงกรมลุกไม่ได้แล้ว จะต้องนอนอยู่กับที่ หรือในเมื่อ่เราต้องการจะนั่งสมาธิก็ไม่มีโอกาสที่จะพยุงตัวของตัวเองให้นั่งสมาธิอยู่ได้ โรคภัยไข้เจ็บอันที่เกิดมานี้ มันเป็นปริโภคกังวล มันเป็นลูกตุ้มเป็นสิ่งที่กางมรรคผลไม่เราสะดวกในการดำเนินไปสู่มรรคผล ในเมื่อเป็นนิดหน่อยเราต้องรีบทำความดีเสียเถอะ รีบเร่งพยายามกระทำ และมีความคิดเห็นอย่างที่อธิบายเหตุผลสู่ฟังในเบื้องต้น ในรูปเดียวกันนี้ท่านเรียกว่าบัณฑิต ผู้หาช่องทางเอาชนะกับความรู้สึกที่เรียกว่ากิเลส ๆ หรือตัณหา ๆ หรืออุบายของจิตที่จะก้าวเข้าไปหาภพของมัน หรือพูดง่าย ๆ ว่าอุบายของกิเลสทำยุทธวิธีกับเรา หานโยบายให้กลยุทธดึงความรู้สึกเข้าสู่ระบบของมัน เมื่อเราผู้เป็นบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ยอม เพราะถือว่าอำนาจส่วนนี้เคยนำพาให้พวกเราได้รับความทุกข์เดือดร้อน ไม่มีที่สิ้นสุด เช่น ดุจในพวกเราท่านทั้งหลายได้ประสพอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ ก็เป็นมาเพราะตัวอะไร โดยสาเหตุแล้วก็คือตัวนี้แหละ นำพาให้เราได้เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เวียนว่ายอยู่ในโลก ไม่มีที่สิ้นสุดบางทีก็ไปเกิดเทวโลก คือ สวรรค์ บางทีก็ไปตกนรก บางทีก็มาเกิดเป็นมนุษย์ เป็นมนุษย์ที่มั่งคั่งสมบูรณ์บริบูรณ์บ้าง เพราะบางครั้งบางคราวบางชาติเราได้ทำความดีไว้ บางทีก็ไปสู่ฐานะที่ต่ำต้อน ได้รับความลำบากเดือดร้อนก็เพราะว่าการทำความดีน้อย อะไรเหล่านี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการที่เรามาประสพในสิ่งดังกล่าวทั้งหมดนี้ ก็อันนี้แหละ ตัวสาเหตุใหญ่ คือ กิเลส ตัณหา อำนาจฝ่ายต่ำ ที่มันนำพาความรู้สึกของเราเข้าสู่ระบบของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สาเหตุอันใหญ่คืออะไร จึงเป็นไปได้อย่างนี้ เนื่องจากสติของเรามันอ่อน สัมปชัญญะ ปัญญา ของเรามันอ่อน อริยมัคคุเทศก์ตัวนำพาก้าวเข้าไปสู่ความเจริญ ไม่พอกับความต้องการ จึงเป็นเหตุให้อำนาจฝ่ายต่ำหรืออำนาจเหนือความรู้สึกของเราหรือเหนือทุกสิ่งทุกส่วน กระตุ้นให้เป็นไปตามอำนาจของมันได้หมด ก็เนื่องจากเราอ่อนกว่ามันมันถึงได้เป็นเจ้านายเราอยู่ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ เพราะฉะนั้น เราผู้ต้องการจะเป็นบัณฑิต หรือเป็นชินบุตรของพระพุทธศาสนา มุ่งหวังจะเจริญรอยตามยุคคลบาทของพระองค์แล้ว พวกเราอย่ายอมให้อำนาจส่วนนี้มาเหนือพวกเรา อย่าให้มันหลอกพวกเรา ให้เป็นไปตามระบบหรือลุ่มหลงไปตามมัน เพราะว่ามันจะเป็นไปเพื่อความทุกข์เพราะตัวนี้เป็นสาเหตุใหญ่ เพราะตัวนี้มันเป็นตัวภพ พระพุทธเจ้าก็สอนอย่างนี้แหละ ก็ขอให้พวกเราเข้าใจเสียเถอะ ทีนี้หากในเมื่อเจ็บป่วยหนักเข้ามาหละท่านว่า ผู้ที่เจ็บป่วยหนักเข้ามาก็ยิ่งไม่อยากทำ ซึ่งผู้ที่ลุอำนาจฝ่ายต่ำ ซึ่งปล่อยให้เขามีอำนาจเหนือกว่าตัวเอง เพราะกลัวตัวเองจะตายเสีย ไม่อยากจะทำ ก็มองหาช่องทางที่จะพยายามเหยี่ยวยาให้ตัวเองหายจากโรคเท่านั้นเอง กระเสือกกระสน โอ้โห..เดี๋ยวก็แนะนำให้เขาไปหามดหาหมอ ติดต่อช่องทางที่จะติดต่อช่องทางที่จะดำเนินให้เป็นไปเพื่อความหายจากโรค โดยไม่ได้คำนึงถึงเสียว่า เราจะต้องตายอยู่แล้ว อะไรเหล่านี้เป็นต้น ในรูปดังกล่าวนี้ก็เรียกว่าผู้มีอำนาจต่ำกว่ากิเลสทั้งหลาย ผู้ที่เป็นบัณฑิตทั้งหลายพระพุทธเจ้าก็บอกว่า นี่เราจะต้องตาย เพราะอาการของเรามานึกถึงขนาดนี้แล้ว เพราะฉะนั้นสมควรอย่างยิ่งที่เราจะต้องประคับประคองจิตของเราเอาไว้ให้ดี ผู้ที่มีอำนาจต่ำหน่อยก็นึกถึงว่าความดีที่เราทำมาคืออะไรบ้าง เราให้ทานการบริจาคมีอะไรบ้าง การรักษาศีลของเราที่ได้กระทำมา กี่ปีกี่เดือนมาแล้ว ความบริสุทธิ์ผุดผ่องของเรามีอยู่ตรงไหน ประคองความรู้สึกเข้าดำเนินอยู่ในจุดนี้เสมอ ๆ การกระทำอย่างนี้เพราะเหตุไร เพราะว่าหากในเมื่อเราขาดใจตายหละ เราจะต้องเอาอารมณ์ที่ดีทั้งหลายเหล่านี้มาเป็นคู่ของจิต ให้จิตของเราคุ้นต่ออารมณ์ที่ดี ไม่ให้วอกแวกไปต่ออารมณ์ที่ชั่ว แล้วเราจะได้กรรมนิมิตที่ดีเป็นเบื้องต้น มันเป็นอย่างนั้นหรือสำหรับผู้สูงส่งแล้ว ก็หาช่องทางที่จะมองถึงการเคลื่อนไหวของจิตว่า เวลานี้อยู่ในระบบใดกันแน่ กิเลสหรือธรรม ความรู้สึกทั้งหมดนี้อะไรเป็นตัววาดภาพ ธรรมหรือกิเลสอะไรต่ออะไรต่าง ๆ ต้องใช้การพิจารณาหรือสอดส่องมองหาความจริง ของตัวนำพาอยู่ตลอดเวลา หากในเมื่ออำนาจฝ่ายต่ำมีเพียงนิดเดียวก็ไม่ยอม ต้องหาช่องทางตัดบทหรือทำลายเสีย ให้จิตของเราปราศจากภพชาติ แจ๋วแหววอยู่ตลอดเวลา เป็นอันว่าผู้นั้นเมื่อถึงที่สุดแล้วคือหมดลม ตาย พูดภาษาง่าย ๆ แล้วก็มีทางจะเข้าสู่อมตมหานฤพาน แดนไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตายแล้ว เพราะตัวเองเป็นผู้ป้องกันภพชาติของจิตไว้ได้ ไม่มีภพไม่มีชาติ ที่จะเชื่อมต่อภพของจิตอีกแล้ว ก็เป็นอันว่าจิตของผู้นั้นก็สมควรแก่นิพพานเป็นอย่างนั้น
             นี่พูดถึงเรื่องความขี้เกียจขี้คร้านพระพุทธเจ้าเทียบไปหลายอย่าง แต่อาตมาจะอธิบายก็รู้สึกมันยาวเกินไป จึงอธิบายโดยย่อเพียงอยากจะให้ทราบว่า หน้าตาของกิเลสซึ่งเป็นตัวสาเหตุใหญ่แห่งภพ ที่ทำให้เราเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย เผชิญกับความทุกข์อย่างที่พวกเราได้เห็นความเป็นอยู่ในโลก เช่น พวกเราได้รับไม่ยากรับมันก็ได้รับ เราไม่ได้สร้างขึ้นมาคนอื่นเอามา โปะให้เราเข้าไป อะไรเหล่านี้ เราถึงได้แบบกันเสียเต็มที ต่างคนต่างก็หนัก เพราะว่าสาเหตุใหญ่มาจากตัวนี้ ทำให้พวกเราได้มาประสพ พวกเราที่มองเห็นความจริงอันนี้แล้ว ต้องการจะเข้าสู่แดนอมตะกับพระบิดาของพวกเราแล้ว จงพยายามหาช่องทางทำลายสาเหตุใหญ่แห่งความทุกข์ทั้งหลายนี้ให้ได้ และพวกเราจะได้เข้าไปสู่แดนอมตะกับพระบิดาของพวกเรา เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราเหล่าท่านทั้งหลาย ผู้กล้าเสียสละมาเพื่อประพฤติเพื่อปฏิบัติชอบ เพื่อที่จะนำของตัวเองรอดจากวัฎฎะสงสาร ได้นามว่า โลกุตระแห่งจิต คือผู้สามารถทำจิตของตัวเองให้พ้นไปเสียจากภพชาติ เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราเหล่าท่านทั้งหลาย ผู้มุ่งดีหวังดีนี้จงพยายามดำเนินทางด้านสมาธิจิต ให้เป็นไปในทางสัมมาสมาธิ โดยจุดมุ่งหมายคือต้องการจะรวบรวมกำลังทั้งหมดเข้ามาดำเนินดังกล่าวทั้งหมด โดยไม่พลิกแพลงเป็นไปจากหลักนี้ เรียกว่าผู้ดำเนินในทางสัมมาสมาธิ ซึ่งเป็นกลยุทธ์อุบายวิธีที่จะทำลายภพของจิต หรืออำนาจของกิเลสตัณหา อย่างที่พรรณนาสู่ฟังมานี้ เพราะฉะนั้นสัมมาสมาธิมีอยู่ ณ สถานที่ใด เราดำเนินให้เป็นไปในทางสัมมาสมาธิ หาอุบายวิธีที่จะดำเนินให้เป็นไปดังกล่าวนี้เรียกว่าเราดำเนินถูก ไม่ผิด คำที่ว่าถูกก็หมายความว่าเจริญรอยตามยุคลบาทของพระบิดาของพวกเราหรือองค์สมเด็จพระชินสีห์พระองค์ดำเนินในรูปนี้ เราก็ต้องดำเนินตามรูปนี้ ก็เรียกว่าผู้ดำเนินถูก เพราะฉะนั้นขอให้พวกเราท่านทั้งหลายจงดำเนินแล้วพวกเราจะได้ก้าวเข้าไปสู่ที่สุดแห่งภพ แล้วจะได้เข้าไปสู่ที่แดนอันที่เราท่านทั้งหลายทราบว่าแดนอมตะมหานฤพาน ซึ่งพระบิดาของพวกเราเข้าไปอยู่แล้ว ผู้พี่ทั้งหลายคือพระอรหันตขีณาสพสาวกของพระพุทธเจ้าเข้าไปอยู่ก่อนพวกเราแล้ว พวกเราผู้มุ่งต้องการจะเข้าไปสู่จุดรวม อันพระบิดาหรือผู้พี่เข้าไปอยู่นี้ จงพยายามดำเนินดังกล่าว แล้วที่สุดพวกเราจะได้เข้าไปสู่แดนอันนี้ พ้นไปเสียจากเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ทุกข์ทั้งหลายแบบโลกพวกเราจะไม่ได้รับต่อไปหรือปกิณณกทุกข์ก็ตามหรืออคันตกทุกข์ที่จรมาลำพังก็ตาม อันที่พวกเราท่านทั้งหลายได้เผชิญอยู่นี้ จะไม่มีโอกาสที่จะได้เผชิญ บรมสุขอันแท้จริงจะต้องเป็นผลหรือสมบัติของพวกเรา ฉะนั้นขอให้พวกเราท่านทั้งหลายจงประพฤติปฏิบัติ ดำเนินตามนโยบายอันนี้ พวกเราจะได้มีความเจริญงอกงามในสายทางที่ถูกที่ควร ตามเยี่ยงอย่างอริยะประเพณี ที่ท่านดำเนินเป็นไปอย่างนี้ ฉะนั้นอาตมาภาพอธิบายเหตุผลสู่ฟังมาก็รู้สึกว่ายืดยาวพอสมควรแก่เวลาแล้ว เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ ฯ

หน้าแรกธรรมะ
กระดานข่าว
ลงสมุดเยี่ยม
อ่านสมุดเยี่ยม
ผู้เขียน

เชื่อมโยงกัลยานิมิตร >>
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว / สมเด็จพระมหาสมณเจ้า / พระนิพนธ์สมเด็จพระญาณสังวร / พุทธประวัติ, พุทธโอวาท / ธรรมะพุทธองค์ / พุทธศิลป์ โดย อ.เฉลิมชัย / ธรรมะจากพระป่า / กองทัพธรรมพระกัมมัฏฐาน / ประวัติหลวงปู่มั่น / หลวงตามหาบัวช่วยชาติ / จังหวัดจันทบุรี / อำเภอนายายอาม / รอยยิ้มของพ่อ

เหมาะสำหรับจอภาพที่แสดงผลที่ 800 x 600 และเพื่อความสวยงามยิ่งขึ้นหากแสดงผลที่ 1024 x 768 (Microsoft Internet Explorer)
วัดเขาสุกิม
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2543

พัฒนาและออกแบบโดย นายทวีศักดิ์ รัตนคม    
ติดต่อสอบถามได้ที่ webmaster@khaosukim.org   
และทาง msn ได้ที่ hs2wjo@hotmail.com